ผมได้ตอบอีเมลจำนวนมากแก่น้องๆ นักเรียนนักศึกษาที่สนใจอยากเรียนต่อทางด้านหุ่นยนต์ว่า อย่าเพิ่งไปปักใจเชื่อว่าต้องมีพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์และหรือวิทยาศาสตร์กายภาพฟิสิกส์ดีพอ จึงจะเข้าใจศาสตร์นี้ได้ ในเมื่อสาขานี้ค่อนข้างใหม่ มีงานวิจัยออกมาเป็นหมื่นเป็นแสนบทความต่อปี มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวอย่างบางสาขา มีการค้นคว้าวิธีการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เราจึงสามารถใช้หลักการและปัญญาในรูปแบบที่ต่างจากเดิม วิเคราะห์และตีความหมายอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกได้
ดังนั้น การเตรียมตัวศึกษาวิชาการหุ่นยนต์ ผมอยากให้น้องเตรียม “ใจ” และสร้างความเชื่อมั่นตนเองจากการคิดค้นและปฏิบัติจนรู้จริงเห็นจริงได้ อย่าเชื่อตำราหรือบทความวิจัยของผู้อื่นมากเกินไป แม้กระทั่งเชื่อคำสั่งสอนของอาจารย์อย่างพวกผมด้วยความศรัทธาเบื้องต้นนั้นพอยอมรับได้ ครั้นตนได้ทดลองดูด้วยตนเองจนบรรลุผลจริงก็เชื่อตนนั่นแหละเป็นตัวศรัทธาแท้ ถ้ายังอาศัยเชื่อแต่บุคคลอื่นรวมทั้งอาจารย์ก็ยังไม่นับว่าเข้าถึง “วิชาการหุ่นยนต์” อย่างแท้จริง
เมื่อปีพุทธศักราช 2529 ผมได้รับทุนการศึกษามอมบูโชจากรัฐบาลญี่ปุ่น ศึกษาและทำงานวิจัยด้านหุ่นยนต์และวิศวกรรมอัตโนมัติที่มหาวิทยาลัยเกียวโต สถาบันการศึกษาที่บ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์ระดับโนเบลไพรซ์ของญี่ปุ่น ผมมีโอกาสทำงานวิจัยหุ่นยนต์กับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านนี้ของญี่ปุ่น คือ ท่านอาจารย์ซึเนโอะ โยชิกาวา ซึ่งท่านเอ็นดูและกรุณาต่อผมมาก พร้อมเสมอในการชี้แนวทางการวิจัยตลอดจนเกียรติและวินัยของนักวิจัยพื้นฐาน ทำงานเพื่อค้นหาความจริงทางวิทยาการหุ่นยนต์
ครั้งหนึ่ง ผมหมกมุ่นอยู่ในห้องทดลองเกือบ 4 เดือน เพื่อหาหัวข้อวิจัยด้วยตนเอง ยิ่งค้นยิ่งพบว่ามีนักวิจัยทำงานด้านนี้อยู่มากและไม่เหลือหัวข้อที่น่าสนใจอยู่เลย ท่านเหมือนกับรู้ จึงเรียกผมไปพบเพื่อสอบถามความก้าวหน้า ท่านพูดน้อย แต่คำพูดท่านล้วนมีความหมายลึกซึ้งเชิงพุทธศาสตร์แบบเซน (Zen) โดยแนะนำว่าในจักรวาลนี้ยังมีเรื่องที่มนุษย์ไม่รู้อีกมาก ขอให้ “ละ” วิธีคิดของนักวิจัยท่านอื่นๆ (รวมทั้งของตัวท่านเอง) ก็สามารถค้นพบได้โดยไร้ขอบเขต
นอกจากนี้ ท่านอาจารย์ยังเน้นว่างานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันมีช่องทางให้ปรับปรุงเพิ่มขึ้นได้เสมอ
ช่วงเวลาที่ศึกษาอยู่ในญี่ปุ่นนี้ผมมีโอกาสฝึกความเข้มแข็งมิให้ “จิตไหว ใจเคลื่อน” ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากใจ แนวทางของชีวิต แม้กระทั่งงานวิจัยก็อยู่ที่ใจ ผมได้รับโอกาส “คิด” อย่างเสรี และวางความเชื่อที่เชื่อตามๆ กันมา หันมาสังเกตและทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกายภาพและนามธรรม แก้ไขปรับปรุงมุมมองงานวิจัย ด้วยเหตุการณ์ (จากการทดลอง) ด้วยเหตุผล (จากคณิตศาสตร์) แม้กระทั่งด้วย“ใจ”
หลายท่านทราบดีว่า เมื่อจิตใจนิ่งแล้ว อายตนะทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะสามารถรับข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ทำให้การค้นหาความจริง (สัจญาณ) เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนการบริหารความจริง (กิจญาณ) และการนำผลปฏิบัติมาสร้างปัญญา (กตญาณ) มีความต่อเนื่อง หลักการพุทธศาสนานี้ สาขาใหม่ เช่นวิทยาการคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้าน Perception – Cognition – Actuation ได้เป็นอย่างดี
น้องๆที่สนใจเรียนทางด้านหุ่นยนต์ หากได้เตรียมตัวเตรียมใจดังกล่าวข้างต้น จะเป็นพื้นฐานกลไกที่สำคัญในการหาความรู้ยิ่งกว่าตัวความรู้เสียอีก ทั้งนี้เรื่องของหุ่นยนต์ก็เหมือนกับเทคโนโลยีสาขาอื่นๆที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้งานได้สอดคล้องกับแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หรือ “โจทย์” การใช้งานจริงในสภาวะแวดล้อมของสังคมไทย
มีหลายกรณีที่เรารับเทคโนโลยีมาทั้งหมดโดยมิได้ผสมผสาน “ภูมิปัญญาไทย” ทำให้เกิดผลเสียต่อเนื่องมาก เพิ่มเติมจากการเสียค่า“โง่” ทางเทคโนโลยีที่มีราคาค่อนข้างแพงในตอนแรกที่ซื้อมา
ผมมีความหวังในเยาวชนไทยที่สนใจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหล่านี้ว่าจะช่วยกันปลด “แอก” ทางเทคโนโลยีบางสาขาที่คนรุ่นผมยังทำไม่สำเร็จ
มีนักศึกษาภายใต้โครงการอัจฉริยภาพ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มาทำงานวิจัยที่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ผมชื่นชมน้องคนหนึ่ง ที่มุ่งมั่นออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ปีนต้นมะพร้าว โดยไม่ต้องรอให้ใครมาบอก เป็นความสนใจส่วนตัวจริงๆ